ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย

พร้อมกันนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 อันเป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของสยาม ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานของการปกครองในระบอบใหม่

ขณะเดียวกันท่านก็ได้รับแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นเลขาธิการ (คนแรก) ของสภาผู้แทนราษฎรสยาม ด้วยตำแหน่งดังกล่าวทำให้ ท่านเข้ามามีบทบาทด้านนิติบัญญัติในการวางหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่ราษฎร โดยเป็นผู้ยกร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับแรก และเป็นผู้ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้เช่นเดียวกับเพศชาย (Universal Suffrage) นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนั้นเป็นผลมาจากการที่ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาในประเทศฝรั่งเศล เพราะท่านยังได้สนับสนุนแนวคิดเรื่องศาลปกครอง และก็เป็นผู้นำเอาวิชา "กฎหมายปกครอง" (Droit Administratif) มาสอนเป็นคนแรก ณ โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้ และมีสิทธิในทางการเมืองเท่าเทียมกับข้าราชการอย่างแท้จริง
แต่หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งท่านอาจารย์ปรีดี เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และสามารถสร้างความอยู่ดี กินดี ให้กับประชากรในประเทศไทยได้
ด้วยแนวคิดดังกล่าวท่านจึงได้จัดตั้งกลุ่มนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ ช่วยกันศึกษาถึงการแก้ปัญหาการเมือง ศึกษาปัญหาความยากจนของคนไทย และระบอบวประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ ซึ่งว่าจะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงและแก้ไขได้อย่างไร
กลุ่มนักเรียนไทยกลุ่มนี้จึงเป็นที่มาของกลุ่มคณะราษฎร์ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากได้กลับมาเมืองไทย และท่านก็ได้แสดงบทบาท หน้าที่พัฒนาบ้านเมืองไทยอย่างเต็มที่
คุณูปการ ที่สำคัญยิ่ง อีกอย่างที่คนไทยทุกคน รวมไปถึงใครที่เคยศึกษาอยู่ในรั้วแม่โดม ไม่ว่าจะเป็นในอดีต หรือกระทั่งนิสิต-นักศึกษาปัจจุบัน จะลืมไม่ได้เลย ก็คือ หากไม่มีท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็จะไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้
เพราะท่านคือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ชื่อในขณะนั้น) ซึ่งขณะนั้นเป็นมหาวิทยาลัยในระบบเปิด และทุกคนที่ต้องการศึกษาสามารถเข้าศึกษาได้โดยไม่ต้องมีการสอบเข้า ด้วยเหตุผลที่ท่านเชื่อว่าการศึกษามีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาคนและการพัฒนาประเทศจึงต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในขณะนั้นจึงเป็นตลาดวิชาการศึกษา เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปัจจุบันที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา คนยากคนจน คนชั้นกลาง หรือคนรวยทั่วไปที่อยากเรียน อยากมีความรู้แต่ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในระบบปิดได้มีโอกาสเข้าเรียน
โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ที่จะเสียค่าเล่าเรียนก็สามารถเรียนได้ทันที เพราะในยุคนั้นท่านให้เรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
เส้นทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคนั้น แม้น อัญจะไม่เคยเห็น แต่ก็พอจะสัมผัสได้จากการอ่านและการพูดคุยกับ 2 ท่าน ที่เคยเป็นอดีตนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงความภาคภูมิใจของคนยาก คนจนและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดที่มีโอกาสเข้ามาศึกษาและจบจากตลาดวิชาแห่งนี้และต่างก็ยกย่องและเทิดทูนท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นรากฐานสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจนทุกวันนี้
โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คือเป้าหมายหลักที่ท่านอาจารย์ปรีดี ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตคนที่มีคุณภาพออกมารับใช้และพัฒนาประเทศต่อไป
ถึงวันนี้ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ จำนวนมาก ต่างก็เป็นผลิตผลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้หล่อหลอม และก้าวเข้าสู่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารและปกครองประเทศจนถึงทุกวันนี้
ด้วยความเชื่อของท่านที่ว่าการศึกษาจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและรู้จักรักษาสิทธิและเสรีภาพของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ อัญเชื่อว่าจริงและถูกต้องที่สุด เพราะเดิมประชากรก็ยังไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความใส่ใจกับระบบการปกครองของบ้านเมือง และไม่ค่อยเข้าใจถึงการออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง
แต่ด้วยการศึกษาทำให้เกิดการกระจายอำนาจไปยังจังหวัดต่างๆ และด้วยความรู้ของข้าราชการที่เล่าเรียนจากมหาธรรมศาสตร์ ก็มีบทบาทที่จะช่วยทำให้ประชาชน คนยาก คนจน เข้าใจเรื่องของประชาธิปไตยมากขึ้นจริง ๆ
ท่านอาจารย์ปรีดี ไม่ได้มองเพียงการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังมองระบบเศรษฐกิจว่ามีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ท่านจึงได้คิดที่จะสร้างธนาคาร รวมถึงสหกรณ์ กล่าวว่า ท่านมีจุดประสงค์ ที่ต้องการจะยกฐานะประชาชนให้มีความเท่าเทียมกัน มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องการให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมากนัก คือไม่แบ่งชนชั้นกันมากจนเกินไป กล่าวคือต้องการ ให้ประชาชนมีงานทำที่สะดวกสบายนั่นเอง
แต่จากการที่รัฐเป็นผู้ป้อนให้ เมื่อประชาชนมีงานที่สะดวกสบาย ความเป็นอยู่ ในเรื่องปากท้องก็จะเป็นเรื่องที่สบายตามไปด้วย แต่ด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อประชาชนมากเกินไป จึงกลายเป็นว่า ความหวังดีที่มีอยู่นั้นนอกเหนือระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้ท่านกลายเป็นคนที่ถูกมองว่า ท่านเป็นพวกสังคมนิยม เป็นพวกเผด็จการ การถูกใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ จึงทำให้ท่าน ต้องกลายเป็นคนดี ที่คนบางกลุ่มในประเทศไทยไม่ต้องการและต้องกำจัดท่านให้พ้นจากเส้นทางที่สำคัญนี้ไปให้ได้
ตรงนี้จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ท่านอาจารย์ปรีดี ต้องพบอุบัติภัยทางการเมือง จนทำให้ท่านต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองด้วยการลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่นั่นมาจนกระทั่งถึงแก่อสัญากรรม (เสียชีวิต) ที่ณ บ้านพักชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศลเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 เหมือนอย่างที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต้องพบเจอในขณะนี้
แต่ต่างกันตรงที่ว่า คุณงามความดี ระหว่างท่านทั้งสองเท่านั้น คือท่านอาจารย์ปรีดี เมื่อท่านจากไปแล้วยังหลงเหลือคุณงามความดีและสัญญาลักษณ์ของแม่โดม (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่ท่านได้สร้างไว้ให้คนยกย่อง เชิดชู และกล่าวถึงโดยเฉพาะในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย
ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเหลือเพียงคำ ติฉินนินทา........



