วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
จอห์น ล็อก กับประชาธิปไตยในบริบทสังคมไทย
ปรัชญาคำสอนของ จอห์น ล็อก (John Lock) ยังคงเป็นอมตะ โดยเฉพาะในเรื่องของระบบการปกครองที่สามารถนำมาใช้กับสังคมโลกที่ยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตยได้อย่างแท้จริง เพราะตามหลักการของระบอบประชาธิปไตย ย่อมหมายถึง
หลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ( Popular Sovereignty) หลักเสรีภาพ (Liberty) และ หลักกฎหมาย (Rule of Law) ทั้ง 3 หลักการนั่นถือเป็นกติกาสากลที่ทั่วโลกยอมรับ ซึ่งประเทศไทยก็ใช้หลักการเดียวกัน ส่วนรูปแบบการปกครอง จะมีการแบ่งแยกอำนาจออกเป็น 3 ฝ่าย เพื่อให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกันทั้งอำนาจบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ โดยมีประชาชนเป็นผู้ถูกปกครองภายใต้สิทธิ และเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกัน เพื่อให้ทุกคนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข
ขณะเดียวกันประชาชนก็มีอำนาจชัดเจนในการที่จะติดตาม ควบคุม ตรวจสอบ ผู้ปกครองหรือรัฐบาลที่ได้อำนาจจากประชาชนไป หากคนเหล่านี้ใช้อำนาจ ผิดจากเจนตนารมย์หรือวัตถุประสงค์ ประชาชนเจ้าของอำนาจก็มีสิทธิ์ที่จะล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่กำลังบริหารนั่นได้ ภายใต้ความถูกต้องและชอบธรรม
เมื่อมองย้อนไปถึงแนวคิดของ จอห์น ล็อก จะเห็นว่า ล็อก อธิบายถึง กฎแห่งสภาวะธรรมชาติ (State of Nature) เป็นสิ่งที่มีมาก่อนสังคมการเมืองหรือสังคมที่มีรัฐบาลเป็นผู้ปกครอง โดยในสภาพธรรมชาติ ไม่มีกฎหมาย ไม่มีตุลาการ ไม่มีอำนาจบริหารและไม่มีรัฐบาล มีแต่กฎแห่งธรรมชาติ มนุษย์ทุกคนจึงมีความเป็นอิสระและไม่ขึ้นแก่ใครทั้งสิ้น
ดังนั้นมนุษย์จึงมีสิทธิ มีอำนาจโดยธรรมชาติ ที่จะกระทำการใด ๆก็ตาม ที่ตัวเขาเห็นว่าเหมาะสมเพื่อปกป้องสถานะของตัวเองและผู้อื่น แต่ด้วยสภาวะธรรมชาติแม้จะมีสิทธิและความเท่าเทียมกันแต่ก็มีความไม่แน่นอนสูงและมนุษย์เองก็ต้องการหลักความยุติธรรมที่ถูกต้องและชัดเจนจึงยอมสละเสรีภาพทางธรรมชาติ บางประการเพื่อก้าวสู่สังคมการเมืองที่มีผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง ด้วยความยินยอมของมนุษย์ ที่จะอยู่ร่วมกัน ซึ่งล็อค เรียกกฎนั่นว่า ‘สัญญาประชาคม’ (social contract) ซึ่งหมายถึงข้อตกลงในการยอมสละที่จะถ่ายโอนอำนาจต่าง ๆ ที่มนุษย์แต่ละคนมีอยู่ในสภาพธรรมชาติ ให้ไปอยู่ในระบบสังคมการเมืองแทน เพื่อแก้สภาวะความไม่แน่นอนและอันตรายที่เกิดจากสภาพธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันในขณะนั้น
สัญญาประชาคม ในทรรศนะของล็อค จึงมีความสำคัญยิ่งเพราะเป็นที่มาของการกำเนิดรัฐอันเป็นอาณาเขตที่บ่งบอกถึงการมารวมตัวของผู้คนเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของมวลมนุษย์ และตราบใดที่มีการปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของคนในรัฐให้ดำรงอยู่ได้ก็เท่ากับรัฐนั่นๆ ยังคงดำรงอยู่เช่นกัน
แต่เมื่อใดที่เกิดการทำลายหรือลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนในรัฐหรือแม้แต่การอ้างเสียงส่วนใหญ่ โดยละเลยเสียงส่วนน้อย ก็เท่ากับเป็นการบั่นทอนความมั่นคงของรัฐและอาจส่งผลกระทบต่อรัฐและผู้ปกครองรัฐจนอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือการสูญสิ้นของรัฐนั่น ๆได้
อย่างเช่นกรณีของสังคมไทย ซึ่งปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากว่า 76 ปี ภายใต้รัฐธรรมนูญ 17 ฉบับ ทั้งในรูปแบบของรัฐบาลทหาร รัฐบาลพลเรือน ที่ผ่านการยึดอำนาจและการเลือกตั้งมาหลายครั้งก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งทีรัฐบาลทุกสมัยจะละเลยไม่ได้ก็คือการ ปกป้องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึ่งได้รับตามที่ กฎหมาย ( Rule of Law) รัฐธรรมนูญอันเป็นกฎหมายสูงสุดกำหนดไว้ซึ่งถือเป็นหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตย
อีกทั้งยังมีบทบัญญัติไม่ให้รัฐบาลใช้อำนาจเกินขอบเขต และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนให้เกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้การเมืองภาคพลเรือนมีความเข็มแข็ง เพราะหากการเมืองภาคพลเมืองมีความเข็มแข็งแล้ว จะทำให้ผู้ปกครองใช้อำนาจในการแสวงหาผลประโยชน์เพื่อส่วนตัวและพวกพ้องโดยไม่คำนึงถึงส่วนรวมหรือประชาชนทั้งประเทศได้ยาก
โดยเฉพาะปัญหาที่สังคมไทยต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ และต้องก้าวผ่านจุดนี้ซึ่งถือเป็นจุดวิกฤตที่สร้างความเสียหายให้กับประเทศไทย และคนไทยเป็นอย่างมากก็คือ ปัญหาคอร์รัปชั่น ที่กำลังคืบคลานไปทั่วและนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น เพราะผู้มีอำนาจหรือนักการเมือง หรือรัฐบาลเกือบทุกสมัยต่างพยายามใช้อำนาจที่มีอยู่เข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง และพวกพ้องจนเป็นเหตุให้ประชาชนซึ่งเป็นเจ้าของประเทศ เชื่อว่าผู้ปกครองของเขานั่นมิใช่ผู้ปกครองที่มีความชอบธรรมหรือทำเพื่อประชาชนอีกต่อไป
แต่กลับเชื่อว่าคนเหล่านี้ คือ ทรราช ที่ไม่อาจให้ใช้อำนาจแทนพวกเขาอีกต่อไป และถึงเวลาคนเหล่านี้ก็จะออกมาเคลื่อนไหวทวงคืนอำนาจของเขากลับคืน
ดั่งที่เห็นในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกกลุ่มการเมืองภาคประชาชนที่เรียกตัวเองว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาขับไล่จนเป็นเหตุให้เกิดการปฏิวัติของเหล่าทหาร ที่เรียกตัวเองว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน เป็นหัวหน้าคณะ เข้าทำการยึดอำนาจ และเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจนนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ แม้จะได้รัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ตามด้วยรัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แต่ล้วน เป็นรัฐบาลอยู่ไม่ได้นานเนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งและกลุ่มพันธมิตรฯยังเชื่อว่าคนเหล่านี้คือทายาทของระบอบทักษิณ
ขณะเดียวกันคนกลุ่มนี้ก็พยายามจัดตั้งรัฐบาลใหม่อันเป็นที่มาของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เป็นแกนนำ โดยมี นายอภิสิทธิ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน แต่รัฐบาลนี้จะอยู่ได้นานหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่สังคมไทยต้องติดตามดู เพราะกระแสคอร์รัปชั่นของรัฐบาลชุดนี้ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสื่อต่าง ๆ เพราะเชื่อว่าแม้ภาพลักษณ์นายกรัฐมนตรีจะเป็นคนดี มือสะอาด แต่ด้วยเงื่อนไขของพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจนำไปสู่ความเชื่อในเรื่องของการคอร์รัปชั่นโกงกินประเทศได้เช่นกัน
หากจะถามว่า...ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่า เมื่อใดที่ผู้ปกครองของเขาใช้อำนาจที่ได้รับมอบหมายไปนั่นกระทำการเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง พวกพ้องหรือเพื่อประชาชนผู้อยู่ใต้ปกครอง ซึ่งคำตอบของล็อกก็คือประชาชนจะสามารถวินิจฉัยหรือตัดสินได้เอง
แต่การตัดสินของประชาชนในทรรศนะของ ล็อก เชื่อว่าไม่ใช่ด้วยเหตุผลใด ๆ ที่จะมายก กล่าวอ้างอย่างที่นักการเมืองในสังคมไทยมักจะบอกตลอดเวลาว่าการจะกล่าวหานักการเมืองคอร์รัปชันจะต้องหาใบเสร็จมายืนยัน และนักการเมืองเหล่านั้นจะจำนนก็ต่อเมื่อมีหลักฐานชัดเจนเท่านั้น แต่ล็อกเชื่อว่า ‘ความรู้สึก’ ที่ประชาชนมีอยู่จะสัมผัสได้ว่า เมื่อใดผู้ปกครองของเขาใช้อำนาจดังกล่าวไปในทางตรงกันข้ามที่พวกเราทุกคนเลือกเข้าไปใช้อำนาจบริหาร นิติบัญญัติแทนเรา
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัว!!! สำหรับการเมืองการปกครอบในบริบทสังคมไทยขณะนี้ก็คือ สังคมไทยได้ก้าวสู่สังคมแห่งความแตกแยก ประชาชน มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อที่จะผลักดันให้พวกพ้องของตนเองเท่านั้นที่จะทำหน้าที่ผู้ปกครองรัฐหรือเป็นรัฐบาลได้เท่านั้น สิ่งที่ปรากฏให้เห็นชัดเจนก็คือค่ายเสื้อเหลืองที่มีพันธมิตรฯเป็นเสาหลัก ส่วนอีกฝ่ายเป็นกลุ่มเสื้อแดงที่มี นปช. และพรรคเพื่อไทยพร้อมเครือข่ายของพ.ต.ท.ทักษิณอีกมากมายเป็นคนขับเคลื่อน
ขณะที่พันธมิตรเองก็พยายามที่จะผลักดันสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่า เป็นการเมืองรูปแบบใหม่ ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาเพื่อเข้าสู่ระบบการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการลงสนามเลือกตั้งสู้กับอีกฝ่ายที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นพวกโกงบ้าน กินเมือง ไม่สมควรได้สิทธิในการบริหารประเทศอีกต่อไป
เมื่อต่างฝ่ายต่างก็มีพลังขับเคลื่อนของตัวเอง อีกทั้งในระบอบประชาธิปไตยให้สิทธิประชาชนทุกคนที่จะชุมนุมเรียกร้องสิทธิทางการเมืองได้อย่างเสรี แต่บางครั้งการชุมนุมของคนเหล่านี้ก็อาจจะเกินขอบเขตไปบ้าง แต่รัฐบาลหรืออำนาจรัฐที่ดำรงอยู่ก็มิอาจจะจัดการหรือสลายการชุมนุมใดๆได้ เนื่องจากจะเป็นการลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และอาจล่วงละเมิดสิทธิมนุษยชนตามหลักกฎหมายสากลที่ทั่วโลกใช้ปฏิบัติกันอยู่
แต่ถ้ารัฐบาลคิดจะหักด้ามพร้าด้วยเข่า ด้วยการสั่งการใช้กำลังปราบประชาชน หรือออกคำสั่งห้ามชุมนุมทั้ง 2 กลุ่ม รัฐบาลเองก็อาจจะตกที่นั่งลำบาก เพราะประชาชนตามแนวคิดของล็อคแล้ว มีสิทธิโดยธรรมชาติที่จะปกป้องตัวเองและขัดขืนต่อการใช้อำนาจรัฐ เพื่อปกป้องสังคมการเมืองของพวกเขาไว้ เพราะสภาวะธรรมชาติที่พวกเขามีอยู่นั่นในความเป็นจริงแล้วมีมาก่อนที่จะมีสังคมการเมืองหรือมีรัฐอีก
ดังนั้นแม้ปรัชญาของ จอห์น ล็อก จะเป็นอมตะที่บ่งบอกถึงอำนาจอันชอบธรรม ที่ประชาชนพึ่งมีและผู้ปกครองต้องอยู่ภายใต้อำนาจที่พวกเขามอบให้เท่านั้น จะกระทำการใด ที่บ่งชี้ว่าเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ หรือลิดรอนสิทธิของพวกเขาไม่ได้ เพราะหากกระทำการเมื่อไหร่พวกเขาย่อมใช้สิทธิโดยธรรมชาติทวงคืนและล้มล้างรัฐบาลนั่นได้อย่างถูกต้องและสมเหตุสมผลที่สุด
เพราะอำนาจโดยธรรมชาติ ไม่ใช่ตัวบทกฎหมายหรือกรอบทางรัฐธรรมนูญใด ๆทั้งสิ้น แต่หมายถึงเสรีภาพที่พวกเราทุกคนจะพึ่งมี และรู้จักรักษาสิทธิของตัวเองไว้ และถ้าคนในสังคมไทยทุกคนพึ่งตะหนักในเรื่องสิทธิเสรีภาพ รวมไปถึงการมีผู้ปกครองรัฐ ที่คำนึ่งถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และอยู่ภายใต้กฎกติกาและรู้จักปกป้องรัฐที่พวกเราทุกคนมีส่วนในการเป็นเจ้าของ
เมื่อนั่นไม่ว่าคนในสังคมไทย...จะถูกแบ่งเป็นกี่ฝักกี่ฝ่าย และพยายามผลักดันพวกพ้องตัวเองมาเป็นผู้ปกครองก็ตาม ย่อมจะมีทางออกดังที่ล็อคบอกไว้ว่า อำนาจโดยธรรมชาติที่ประชาชนมีอยู่จะถูกดึงมาใช้โดยอัตโนมัติ และทุกอย่างก็จะเข้าสู่จุดสมดุลด้วยการแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่างเพื่อให้สังคมอยู่ได้โดยสงบสุข
ความรัก - ความสามัคคี ของ คนไทยเรา ( เท่านั้น )
ที่จะพาเราทุกคนผ่านพ้นเรื่องร้ายๆไปได้
หยุด!!!ทำร้าย ประเทศชาติเราสักที...
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)