วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552



ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย




“หากไม่ใช่ความกล้าหาญ ของท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ คงจะไม่มีประชาธิปไตยในวันนี้”

สิ่งที่อัญกล่าวขึ้นต้นประโยคนี้เพื่อน ๆ และผู้อ่านทุกคน คงเห็นด้วยว่า “ไม่ใช่คำกล่าวยกย่องที่เกินความจริง” เพราะท่านอาจารย์ปรีดี คือผู้ที่บทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อปี 2475 ดังนั้นเมื่อท่านเป็นผู้จุดประกายทั้งความคิดและการกระทำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงถือว่าท่านเป็นผู้มีคุณูปการ ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทยมาจนถึงทุกวันนี้ จากข้อมูลที่สืบค้นชี้ให้เห็นว่าท่านมีบทบาทสำคัญในการจัดวางรูปแบบการปกครอง และเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ โดยเป็นผู้ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

พร้อมกันนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 อันเป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของสยาม ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานของการปกครองในระบอบใหม่

ขณะเดียวกันท่านก็ได้รับแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นเลขาธิการ (คนแรก) ของสภาผู้แทนราษฎรสยาม ด้วยตำแหน่งดังกล่าวทำให้ ท่านเข้ามามีบทบาทด้านนิติบัญญัติในการวางหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่ราษฎร โดยเป็นผู้ยกร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับแรก และเป็นผู้ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้เช่นเดียวกับเพศชาย (
Universal Suffrage) นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนั้นเป็นผลมาจากการที่ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาในประเทศฝรั่งเศล เพราะท่านยังได้สนับสนุนแนวคิดเรื่อง
ศาลปกครอง และก็เป็นผู้นำเอาวิชา "กฎหมายปกครอง" (Droit Administratif) มาสอนเป็นคนแรก ณ โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้ และมีสิทธิในทางการเมืองเท่าเทียมกับข้าราชการอย่างแท้จริง

แต่หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งท่านอาจารย์ปรีดี เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และสามารถสร้างความอยู่ดี กินดี ให้กับประชากรในประเทศไทยได้

ด้วยแนวคิดดังกล่าวท่านจึงได้จัดตั้งกลุ่มนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ ช่วยกันศึกษาถึงการแก้ปัญหาการเมือง ศึกษาปัญหาความยากจนของคนไทย และระบอบวประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ ซึ่งว่าจะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงและแก้ไขได้อย่างไร

กลุ่มนักเรียนไทยกลุ่มนี้จึงเป็นที่มาของกลุ่มคณะราษฎร์ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากได้กลับมาเมืองไทย และท่านก็ได้แสดงบทบาท หน้าที่พัฒนาบ้านเมืองไทยอย่างเต็มที่

คุณูปการ ที่สำคัญยิ่ง อีกอย่างที่คนไทยทุกคน รวมไปถึงใครที่เคยศึกษาอยู่ในรั้วแม่โดม ไม่ว่าจะเป็นในอดีต หรือกระทั่งนิสิต-นักศึกษาปัจจุบัน จะลืมไม่ได้เลย ก็คือ หากไม่มีท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็จะไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้

เพราะท่านคือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ชื่อในขณะนั้น) ซึ่งขณะนั้นเป็นมหาวิทยาลัยในระบบเปิด และทุกคนที่ต้องการศึกษาสามารถเข้าศึกษาได้โดยไม่ต้องมีการสอบเข้า ด้วยเหตุผลที่ท่านเชื่อว่าการศึกษามีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาคนและการพัฒนาประเทศจึงต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในขณะนั้นจึงเป็นตลาดวิชาการศึกษา เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปัจจุบันที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา คนยากคนจน คนชั้นกลาง หรือคนรวยทั่วไปที่อยากเรียน อยากมีความรู้แต่ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในระบบปิดได้มีโอกาสเข้าเรียน

โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ที่จะเสียค่าเล่าเรียนก็สามารถเรียนได้ทันที เพราะในยุคนั้นท่านให้เรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เส้นทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคนั้น แม้น อัญจะไม่เคยเห็น แต่ก็พอจะสัมผัสได้จากการอ่านและการพูดคุยกับ 2 ท่าน ที่เคยเป็นอดีตนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงความภาคภูมิใจของคนยาก คนจนและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดที่มีโอกาสเข้ามาศึกษาและจบจากตลาดวิชาแห่งนี้และต่างก็ยกย่องและเทิดทูนท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นรากฐานสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจนทุกวันนี้

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คือเป้าหมายหลักที่ท่านอาจารย์ปรีดี ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตคนที่มีคุณภาพออกมารับใช้และพัฒนาประเทศต่อไป

ถึงวันนี้ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ จำนวนมาก ต่างก็เป็นผลิตผลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้หล่อหลอม และก้าวเข้าสู่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารและปกครองประเทศจนถึงทุกวันนี้

ด้วยความเชื่อของท่านที่ว่าการศึกษาจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและรู้จักรักษาสิทธิและเสรีภาพของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ อัญเชื่อว่าจริงและถูกต้องที่สุด เพราะเดิมประชากรก็ยังไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความใส่ใจกับระบบการปกครองของบ้านเมือง และไม่ค่อยเข้าใจถึงการออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง

แต่ด้วยการศึกษาทำให้เกิดการกระจายอำนาจไปยังจังหวัดต่างๆ และด้วยความรู้ของข้าราชการที่เล่าเรียนจากมหาธรรมศาสตร์ ก็มีบทบาทที่จะช่วยทำให้ประชาชน คนยาก คนจน เข้าใจเรื่องของประชาธิปไตยมากขึ้นจริง ๆ

ท่านอาจารย์ปรีดี ไม่ได้มองเพียงการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังมองระบบเศรษฐกิจว่ามีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ท่านจึงได้คิดที่จะสร้างธนาคาร รวมถึงสหกรณ์ กล่าวว่า ท่านมีจุดประสงค์ ที่ต้องการจะยกฐานะประชาชนให้มีความเท่าเทียมกัน มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องการให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมากนัก คือไม่แบ่งชนชั้นกันมากจนเกินไป กล่าวคือต้องการ ให้ประชาชนมีงานทำที่สะดวกสบายนั่นเอง

แต่จากการที่รัฐเป็นผู้ป้อนให้ เมื่อประชาชนมีงานที่สะดวกสบาย ความเป็นอยู่ ในเรื่องปากท้องก็จะเป็นเรื่องที่สบายตามไปด้วย แต่ด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อประชาชนมากเกินไป จึงกลายเป็นว่า ความหวังดีที่มีอยู่นั้นนอกเหนือระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้ท่านกลายเป็นคนที่ถูกมองว่า ท่านเป็นพวกสังคมนิยม เป็นพวกเผด็จการ การถูกใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ จึงทำให้ท่าน ต้องกลายเป็นคนดี ที่คนบางกลุ่มในประเทศไทยไม่ต้องการและต้องกำจัดท่านให้พ้นจากเส้นทางที่สำคัญนี้ไปให้ได้

ตรงนี้จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ท่านอาจารย์ปรีดี ต้องพบอุบัติภัยทางการเมือง จนทำให้ท่านต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองด้วยการลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่นั่นมาจนกระทั่งถึงแก่อสัญากรรม (เสียชีวิต) ที่ณ บ้านพักชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศลเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 เหมือนอย่างที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต้องพบเจอในขณะนี้

แต่ต่างกันตรงที่ว่า คุณงามความดี ระหว่างท่านทั้งสองเท่านั้น คือท่านอาจารย์ปรีดี เมื่อท่านจากไปแล้วยังหลงเหลือคุณงามความดีและสัญญาลักษณ์ของแม่โดม (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่ท่านได้สร้างไว้ให้คนยกย่อง เชิดชู และกล่าวถึงโดยเฉพาะในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเหลือเพียงคำ ติฉินนินทา........



ก่อนจะมาเป็นบทความชิ้นนี้อัญได้อ่านข้อมูล เกี่ยวกับ

ท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์

จาก เวปไซด์ต่าง ๆ มากมาย และอาจเป็นความโชคดีของอัญก็ได้

ที่มีโอกาสได้พูดคุยกับบุคคล 2 ท่าน

(แม้นจะโดนจี้โดยบ่นเหมือนอาจารย์แรกก็ตาม)

คือ คุณปฎินันท์ สันติเมทนีดล และ ดร.ประยูร อัครบวร

ซึ่งติดตาม ศึกษา และ ค้นคว้างานเขียนต่าง ๆ ของท่านอาจารย์ปรีดี

ตรงนี้จึงเป็นที่มา ทำให้อัญเกิดความเชื่อมั่นในการนำเสนอผลงานชิ้นที่ 4 นี้

วันเสาร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ความยุติธรรม หาได้จากไหน? มีอยู่จริงหรือ?



“ความยุติธรรมนี้คือ การปฏิบัติอะไรที่ถูกต้องตามธรรม คือยุติธรรม”

ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสต่อคณะผู้พิพากษาให้รักษาความยุติธรรมด้วยความเข้มแข็งเมื่อ วันที่ 3ก.พ.2549 ณ ท้องพระโรง ศาลาเริง วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์

หากจะกล่าวถึงความยุติธรรม ตามพจนานุกรมทั่วไป หมายถึง ความเท่าเทียมและความเสมอภาค แต่ถ้าถามถึงความเข้าใจโดยทั่วไป คือ การรักษาไว้ซึ่งสิทธิของผู้อื่นโดยที่ความหมายของมันใช้ตรงกันข้ามกับการกดขี่ข่มเหง และการละเมิดในสิทธิของผู้อื่น ความยุติธรรมเป็นตัวกำหนดทิศทางของสังคม ความยุติธรรมของแต่ละสังคมไม่เหมือนกัน ความยุติธรรมเป็นแม่แบบของแนวทางต่างๆ เป็นเกณฑ์ในการตัดสิน ซึ่งมีกฎหมายเป็นเครื่องมือในการทำหน้าที่

ความยุติธรรมมีจริงหรือไม่? ความยุติธรรมนั้นเมื่อเราแยกหมวดหมู่ของคำ จะรู้ว่า คำว่า ความยุติธรรมนั้นเป็นนามธรรม คือไม่มีตัวตน จับต้องไม่ได้ ความยุติธรรมมีจริง เพราะเป็นเครื่องมือของมนุษย์ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นเงื่อนไขไปสู่ข้อยุติของปัญหานั้น ความยุติธรรมสัมผัสได้ แต่สัมผัสได้ด้วยใจ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน เพราะว่าจิตใจของคนเราไม่เหมือนกัน

ความยุติธรรมไม่สามารถ หาคำนิยาม มาเปรียบได้ สำหรับ อัญนั่น รู้สึกได้ว่า ความยุติธรรม มีอยู่จริง แต่เป็น คำสากล ที่ไม่สามารถนิยามความหมายลงไปได้ตายตัว ไม่สามารถชี้ให้เห็นเด่นชัด ว่า ความยุติธรรม คือ อะไร ความยุติธรรมเป็นเพียงความพึงพอใจ ส่วนบุคคล ว่าจะรู้สึกอย่างไร กับเหตุการณ์เช่นไร หากบุคลคลหนึ่ง ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มตัว ก็จะรู้สึกถึงความยุติธรรม หาก อีกฝ่ายไม่ได้รับผลประโยชน์อย่างเต็มที่ ก็จะทำให้เกิดความรู้สึกน้อยใจ เกิดความรู้สึกที่ไม่ได้รับความยุติธรรม

กรณีคุณทักษิณ และคุณสนธิ ปัญหาเหล่านี้ เกิดขึ้น อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคน ทุกวัน ทุกวินาที ถือได้ว่าเป็นเรื่องใกล้ตัวอย่างมาก ซึ่งถือว่าเป็นอีกเรื่องที่สำคัญที่จะต้องศึกษา และปลูกฝัง จิตสำนึก ให้รู้จักรักความยุติธรรม

แต่เราจะสร้าง หรือ เรียกหาความ ยุติธรรม จากตรงไหน ส่วนไหน ของโลกใบนี้ ?คำถาม ที่ยากจะหาคำตอบ…

ทั้งนี้เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่เป็นสังคม การที่อยู่ร่วมกันก็ย่อมมีการประพฤติปฏิบัติต่อกันและกัน รวมทั้งมนุษย์แต่ละคนย่อมมีแนวปฏิบัติของตนเองว่า จะกระทำอะไร อย่างไร ด้วยเหตุผลอะไร โดยธรรมชาติมนุษย์มีแนวโน้มที่จะใฝ่หาความสุข ความสบาย หลีกหนีความทุกข์ยาก ความลำบาก และโดยธรรมชาติมนุษย์อาจจะปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเลวร้ายหรือ อย่างเอารัดเอาเปรียบ หากว่าตนเองจะได้รับประโยชน์หรือความสุขความสบายเป็นเครื่องตอบแทน ถ้าทุกคนปฏิบัติเช่นนั้นสังคมก็จะยุ่งเหยิงวุ่นวายที่สุดแล้วก็คงไม่มีใครที่จะอยู่ได้อย่างสงบสุข

พื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ไม่มีใครชอบการโดนเอารัดเอาเปรียบ ความยุติธรรมจึงเป็นพื้นฐานที่มนุษย์ต้องการ ในเมื่อเป็นสิ่งที่เราต้องการได้รับจากผู้อื่น นั่นก็หมายความว่า เป็นสิ่งที่ผู้อื่นก็ต้องการได้รับจากเราเช่นกัน

บางทีการที่เราเรียกร้องหาความยุติธรรม เพียงเพราะ เราไม่รู้จักพอ ในสิ่งที่มี และกล่าวได้เพียงว่า "ไม่มีความยุติธรรม”

แต่ถ้าจะให้ อธิบาย ถึงความหมาย ของคำว่า ยุติธรรม คงยากที่จะนิยาม ชี้ชัดให้เห็น เพราะฉะนั้น จะขอยก กรณีตัวอย่าง ให้เห็น ดังนี้

คุณแม่คนหนึ่งแบ่งเค้กให้ลูกแฝดทั้งสองคน
คุณแม่แบ่งให้ลูกคนที่โตกว่าไม่กี่ชั่วโมง น้อยกว่า อีกคน
คนโตบอกคุณแม่ไม่ยุติธรรม
ถึงผมจะแก่กว่าไม่กี่ชั่วโมงก็ไม่ใช่ว่าผมจะได้เค้กน้อยกว่า
แล้วคุณคิดว่าความยุติธรรมคืออะไร การแบ่งครึ่งๆ อย่างเท่ากัน หรือเปล่า…
ขณะที่พี่คนโตกว่า บอกว่าไม่ยุติธรรม ส่วนคนน้องว่ามันยุติธรรมดีแล้ว
หรือความยุติธรรมก็คือเรื่องของผลประโยชน์

โดยความคิดเห็นส่วนตัว อัญ คิดว่า ความยุติธรรมไม่ได้หมายถึง ความเท่าเทียมระหว่างมนุษย์ทั้งหมด หรือสรรพสิ่งทั้งหมด เช่น

*ครูที่มีความยุติธรรมไม่ใช่ครูที่ชมเชยหรือต่อว่าลูกศิษย์ทั้งหมดเหมือนกัน โดยไม่แยกแยะระหว่างลูกศิษย์ที่สนใจต่อการเรียนกับลูกศิษย์ที่เกียจคร้าน หรือผู้พิพากษาที่ยุติธรรมไม่ใช่ผู้พิพากษาที่ทำการแบ่งทรัพย์สินให้เท่ากันระหว่างผู้ที่ขัดแย้งกันในเรื่องของทรัพย์สิน แต่ครูที่ยุติธรรมคือ ครูที่ชมเชยหรือต่อว่าลูกศิษย์หรือได้ต่อว่าตามสิ่งที่พวกเขาได้กระทำ และเช่นกันผู้พิพากษาที่ยุติธรรมก็คือผู้พิพากษาที่คืนทรัพย์สินที่ขัดแย้งกันให้แก่เจ้าของที่แท้จริง*

ดังนั้น จึงพอ จะสรุปได้ว่า ความยุติธรรม จะต้องเกิดจาก ความรู้สึกส่วนบุคคล ที่มีผลต่อเหตุการณ์ใด เหตุการณ์หนึ่งในขณะนั้น อาจกล่าวได้ว่า ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ เราได้รับผลประโยชน์ อย่างเต็มที่ หากมีอีกฝ่ายมาขัดผลประโยชน์ในส่วนที่เราควรจะได้รับ เราก็จะอ้างว่า เราไม่ได้ รับความยุติธรรม

สุดท้าย คงเป็นหลักคิดและแนวทางในการปฏิบัติตัวของชาวไทยทุกคน ทุกฝ่าย ไม่ว่า คุณจะอยู่เสื้อสีไหน เพียงแค่คุณได้ลองฟัง พระราชดำรัส ของ ในหลวง ถึง เรื่อง ความซื่อสัตย์ รักษาความยุติธรรม เมื่อ วันที่ วันที่ 3 ก.พ.2549

เราทุกคนก็จะได้รู้ว่า พระองค์ท่านทรงห่วงใยประชาชนซึ่งเป็นลูก ๆของพระองค์ท่านซึ่งสังคมจะสงบสุข และคนไทยทั้งประเทศจะมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ ก็ขึ้นอยู่กับความยุติธรรมของคนชั้นปกครอง หรือผู้มีตำแหน่ง หน้าที่ ซึ่งเป็นเสาหลักในการบริหารประเทศเป็นสำคัญ

คงไม่มีอะไร นอกจากจะขอกล่าวว่า เราชาวสาขา ศาสนาและปรัชญาปี สี่ จะขอน้อมนำ พระราชดำรัส ของในหลวง มาเป็นแนวทางในการปฏิบัติในการดำเนินชีวิตให้ดีขึ้น ทั้งปัจจุบัน และอนาคต

------------------------------------------------------------

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่ผู้พิพากษา
ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ณ ท้องพระโรง ศาลาเริง วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์วันศุกร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๙

ความเข้มแข็งสำคัญมาก เพราะบ้านเมืองโดยเฉพาะเวลานี้ อยู่ในสภาพที่เรียกได้ว่าง่อนแง่น เพราะว่าไม่เข้มแข็ง ถ้าคนในชาติเข้มแข็ง ก็ไม่มีปัญหา เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีประวัติมานาน และได้ปฏิบัติงานมาด้วยดี ด้วยความเรียบร้อยมาเป็นเวลาช้านาน เพราะว่าท่านปฏิญาณตนว่า จะรักษาความเข้มแข็งนี้ต่อไป ก็เชื่อได้ว่าประเทศจะรุ่งเรืองต่อไป

การที่ได้บอกว่าจะรักษาความดีอย่างที่ว่านี้ เป็นประกันว่า ประชาชนจะอยู่เย็นเป็นสุขที่มีผู้พิพากษา เพราะว่าจะต้องให้คดีต่างๆ ผ่านพ้นไปด้วยดี ในมวลชนก็จะต้องมีการปรองดอง ถ้าทุกคนตั้งอกตั้งใจ ที่จะพยายามรักษาความปรองดอง เชื่อว่าส่วนรวมจะอยู่ได้ ส่วนสำคัญของการปรองดอง และความเป็นอยู่ที่ดี ก็อยู่ที่ความยุติธรรม ความยุติธรรมนี้คือ การปฏิบัติอะไรที่ถูกต้องตามธรรม คือยุติธรรม ถ้าฟังดูก็ยุติในธรรม ยุติในความดีความชอบ ท่านก็รักษาความยุติธรรม ท่านต้องรักษาความดีความชอบ ผู้พิพากษาจะต้องรักษาความยุติธรรมด้วยความดี ความถูกต้อง ถ้าท่านรักษาความยุติธรรม ตามที่ได้ปฏิญาณตน เชื่อว่าความสุขความสงบก็จะเกิดขึ้น ถ้าผู้พิพากษาไม่รักษาความยุติธรรมเมื่อใด ประเทศชาติคงวุ่นวาย

ผู้พิพากษามีหน้าที่ที่จะรักษาความดี ความปรองดองกัน ถ้าใครมายุยงบอกว่าต้องเถียงกัน ต้องเข้าข้างกัน ก็ต้องเข้มแข็ง ต้องเข้มแข็งในงานยุติธรรม หมายความไม่เข้าข้าง ผู้พิพากษาจะต้องตัดสินในความดี หรือถ้าดีแล้วก็ตัดสินไป ท่านก็รู้ดี และได้ฝึกเพื่อรักษาความยุติธรรมนี้

ฉะนั้น ขอฝากความยุติธรรม ความเจริญของประเทศอยู่กับท่านทั้งหลาย เป็นงานที่ไม่ใช่ง่าย เพราะว่ามีอะไรต่ออะไรมาล่อ บางทีการล่อด้วยมิตร มีการล่อด้วยการยั่วยุ การล่อด้วยจะให้รางวัล รางวัลของท่านคือ ความยุติธรรม รู้ดีว่าหน้าที่ของประธานศาลนั้น ไม่ได้เป็นหน้าที่ที่จะมีเงินทอง นอกจากหน้าที่รักษาความยุติธรรม ความดี ความสื่อสัตย์ สุจริต ถ้าท่านทำได้ดีแล้ว ทุกสิ่งที่ท่านปฏิญาณก็เป็นผลดี เป็นผลทำให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข

หวังว่า ผู้ที่ได้อ่าน บทความชิ้นนี้ คงสามารถ นำกลับไปคิด หรือประยุกต์ใช้ได้ ไม่มากก็น้อย ประเทศเรา จะไม่สิ้นคนดี หากเรา ยึดมั่นตามพระราชดำรัส ของ พ่อหลวงของเรา




วันอาทิตย์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2552

จีนแบบอย่างที่ไทยควรก้าวเดิน







“สาธารณรัฐประชาชนจีน” หรือ “ประเทศจีน” ในปัจจุบัน ในรูปแบบที่จะนำเสนอนี้ ถือเป็นรัฐในอุดมคติที่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะกว่าพลเมืองจีน จะก้าวผ่านอุปสรรคและความโหดร้ายต่อภาพลักษณ์ของระบอบคอมมิวนิสต์ในอดีตมาได้นั่น ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ และชีวิตของคนจำนวนมาก รวมไปถึงสายตาของประชากรโลกที่มองจีนเป็นประเทศล้าหลัง ไม่ทันสมัยและไม่พัฒนา แต่ทันทีที่จีนเปิดประเทศติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกตั้งแต่ ปี 2522 จนถึงทุกวันนี้ทำให้เราได้รู้จักจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ รวมทั้งทั่วโลกต่างเกรงกลัว

โดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ และทันสมัยทั้งในด้านเทคโนโลยี ทีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ไฮเทคด้านอวกาศ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือการสร้างขีปนาวุธ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังนิวเคลียร์เมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา

ถึงวันนี้ จีนไม่เคยหยุดที่จะพัฒนา ทำให้จีนสามารถก้าวสู่ประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถ ที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้ เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร

ความยิ่งใหญ่ของจีน ที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกนั่น ไม่ใช่เพียงเรื่องไฮเทคโนโลยี่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงความยิ่งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ ที่ยึดครองตลาดโลกได้สำเร็จ และทำให้หลายประเทศอยากไปติดต่อค้าขายกับจีน เพราะเห็นว่าประชากรของจีนมีจำนวนมากถึง 1,300ล้านคน หากสามารถเข้าไปลงทุนค้าขายกับจีนได้ ก็จะทำให้ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จ

ขณะเดียวกัน จีนก็มีแรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของจีนถูกกว่าประเทศอื่น ๆ และทำให้จีนได้เปรียบคู่แข่งขัน จนทำให้สินค้าจีนเกือบทุกอย่าง ยึดครองตลาดโลกได้ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังประสบ เพราะไม่ว่าจะไปตรงไหนของประเทศไทยจ ะเห็นสินค้าจีนวางขายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม แอบเปิ้ล เป็นต้น

ความยิ่งใหญ่ ในฐานะมหาอำนาจของจีนในวันนี้ จึงถือเป็นความสำเร็จของผู้นำประเทศจีนที่เรียนรู้ และมองทะลุถึงนโยบาย รูปแบบ และวิธีการปกครอง ในระบอบคอมมิวนิสต์ที่ล้มเหลว แล้วพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเป็นประโยชน์ต่อทั่วโลก

ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำประเทศจีน มักจะบอกให้ทั่วโลกรู้ว่าความเป็นมหาอำนาจของจีนทุกวันนี้เกิดขึ้นได้ เพราะจีนใช้รูปแบบการปกครองแบบ “สังคมนิยมแบบจีน ” ซึ่งหมายถึง “1 ประเทศ แต่ 2ระบบ” คือมีระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ และระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ผสมผสานกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามณฑลหรือเขตพื้นที่ใดจีนต้องการจะเปิด ให้เป็นเขตการค้าเสรีเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทันสมัยตามกลไกของตลาดโลก สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ฮ่องกงซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนก็ใช้รูปแบบเสรีนิยม หรือที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เซิ้นเจิ้น จูไห่ เซี้ยะเหมิน ฯลฯ ของประเทศจีนนั้น รัฐบาลจีนก็มีการพัฒนาและยกเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ให้ต่างชาติมาลงทุนและค้าขายกันอย่างเสรีได้

หากพื้นที่ใดที่ รัฐบาลจีนยังไม่ต้องการให้มีการเปิด ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลก็จะมีการดูแล ควบคุม และประชาชนจะมีรายได้จากการผลิตที่รัฐพึงมอบให้เท่านั้น ส่วนกฎระเบียบ นโยบาย ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครอง การบริหาร ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ปกครองมณฑลนั่น ๆ แต่ทุกอย่างต้อง ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของประเทศจีนเป็นผู้คุมกลไกใหญ่ทั้งหมด หากจะถามว่าทำไม? จึงยกให้จีนเป็นรัฐในอุดมคติที่ไทยควรก้าวเดิน คำตอบจึงอยู่ที่ว่า ผู้นำของประเทศจีน มีความเด็ดขาด และชัดเจนที่จะนำพาประเทศไปสู่ที่ดีกว่า แม้ว่าจะถูกต่อต้าน หรือเกิดวิกฤตตามมาหลังจากใช้นโยบายนี้ก็ตาม โดยเฉพาะ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาจีนให้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก

เขาสามารถใช้นโยบาย 4 ทันสมัย (Four Modernization ) ซึ่งหมายถึงการพัฒนา 4 ด้านของจีนในขณะนั้น ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหารและวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี่ ได้ประสบความสำเร็จทำให้จีนในขณะนั้น สามารถพัฒนาไปเป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้

เพราะนโยบาย 4 ทันสมัย ส่งผลดีสามารถทำให้ ชาวนา-กรรมกร มีรายได้ดีขึ้น การผลิตก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในทางตรงกันข้ามการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวกลับส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม กรรมกรในโรงงานมีอิสระเสรี และบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจ ร่วมกับผู้จัดการของโรงงานในการผลิต

ชาวนาก็มีอิสระในการตัดสินใจด้านการผลิตมากขึ้น ความอิสระในการประกอบการภายใต้โครงสร้างสังคมนิยม อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม คือการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาอยู่ร่วมกันด้วยระบบกฎหมายที่ชัดเจน รวมทั้งการแบ่งงานที่ชัดเจนกว่าเดิมระหว่าง พรรคฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลสภาประชาชน ศาล รวมทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนกล้าริเริ่มในกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อระบบสังคมนิยมเกินไปนัก

แม้นโยบายนี้ จะทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของจีน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ตาม แต่นโยบายนี้ก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว เช่น


1. ปัญหาเงินเฟ้อ รัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะลดการอุดหนุน (subsidize) สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเช่น น้ำมันพืช ข้าว เพราะรัฐไม่อาจแบกรับภาระได้อีกต่อไป รัฐคงปล่อยให้ราคาสินค้าเหล่านี้ลอยตัวตามสภาพที่เป็นจริงของความต้องการ ลักษณะดังกล่าวอาจทำให้สินค้าเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น จนอาจทำให้ประชาชนที่มีรายได้คงที่ไม่พอใจ


2. ปัญหาความแตกต่างเหลือมล้ำระหว่างครอบครัวในชนบท ระบบความรับผิดชอบในการผลิตภาคเกษตร ทำให้ครอบครัวชาวนาที่ขยันขันแข็ง หรือมีแรงงานมากสามารถผลิตได้มากกว่าโควต้าที่กำหนดในสัญญา ทำให้มีรายได้มากขึ้น ความแตกต่างทางด้านรายได้อาจนำไปสู่การเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความไม่พอใจในความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมอาจเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งในสังคมก็ได้


3. ปัญหาความแตกต่างทางรายได้ระหว่างอาชีพ การปฏิรูปในภาคเกษตรกรของนโยบาย 4 ทันสมัย ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น บางครอบครัวหรือบางหมู่บ้านอาจมั่งคั่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่พรรค หรือรัฐบาลซึ่งได้รับเงินเดือนที่คงที่ไม่มีโอกาสหา “ลำไพ่” อื่น ๆ และไม่สามารถมั่งคั่งได้เหมือนชาวนา ความแตกต่างทางรายได้ดังกล่าวอาจเป็น “ระเบิดเวลา” ที่คอยการระเบิดอยู่ก็เป็นได้ในอนาคต


4. ปัญหาความแตกต่างระหว่างเขตที่มีการลงทุนสูงกับเขตที่มีการลงทุนต่ำ หรือไม่มีการลงทุน ทำให้ประชากรเกิดความเลื่อมล้ำในรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต

ดังนั้นแม้ นโยบาย 4 ทันสมัย จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น แต่เติ้งเสี่ยวผิง และผู้นำคนอื่น ๆของจีนได้ตะหนักถึงปัญหา และไม่กลัวปัญหาเพราะเชื่อว่า ทุก ๆ ปัญหาสามารถแก้ได้จีนจึงยอมให้เกิดความแตกต่างในความมั่งคั่ง เกิดขึ้นเพื่อจะกระตุ้นให้ชาวจีนทุกคนเกิดความขยัน อดทน และก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเศรษฐกิจโดยร่วมของประเทศดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มณฑลที่ร่ำรวยช่วยเหลือมณฑลที่ล้าหลังหรือด้อยพัฒนา


ด้วยความสามารถและความกล้าหาญของ ‘เติ้งเสี่ยวผิง’ ในครั้งนั้นจึงทำให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้ และหลายคนคงไม่ลืม วลีฮิตที่ติดปากคนทั่วโลก ของเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า “แมวขาวหรือแมวดำไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็เป็นพอ” ซึ่งหมายถึง ไม่ว่าจะเป็นระบอบคอมมิวนิสต์หรือระบอบประชาธิปไตยหรือจะแยกเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม หรือทุนนิยมไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ขอให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นสำคัญ

ดังนั้น ไม่ว่าระบบการเมืองและประชาชนคนไทย ที่ต้องอยู่ท่ามกลางการแบ่งขั้วระหว่าง สีเหลือง และ สีแดง รวมไปถึงนักการเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลในขณะนี้ ก็ขอให้ทุกคนมีหัวใจ เป็นประชาธิปไตย และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารประเทศ ก็ควรที่จะมีนโยบายที่เด่นชัดในการส่งเสริม และพัฒนาคนไทย รวมถึงประเทศไทยให้มีศักยภาพ และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นให้จงได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาไปสู่ประเทศที่สามารถผลิตไฮเทคโนโลยี่ชั้นสูงได้สำเร็จ รวมไปถึงการก่อให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่มั่นคง และยกระดับเป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อก้าวสู่ประเทศมหาอำนาจได้ในอนาคตเหมือนอย่างที่ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำของประเทศจีนได้ดำเนินการไว้ก่อนอื่น

นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว จากการที่อัญ ได้อ่านศึกษานโยบายการลงทุน ของ ซี.พี.ในประเทศจีน ของคุณ ธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งทำให้เข้าใจระบอบการปกครองในจีนมากขึ้น อัญคิดว่า หากเรายึดหลักคำพูดของ เติ้งเสี่ยวผิง มาพิจารณา เราจะรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง หากสามารถทำให้ ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่อย่างเป็นสุข เศรษฐกิจดี และมีผู้นำที่เก่งมีความสามารถ ประชาชนภายในประเทศ ก็จะอยู่อย่างมีความสุข ตามรัฐในอุดมคติ

หากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยังขาดความเด็ดขาด ขาดความมั่นใจ ในการตัดสินใจ ยังสนใจเสียงเรียกร้องจากฝ่ายเสื้อเหลือง หรือฝ่ายเสื้อแดงมากเกินไป แล้วประเทศเรา จะไปรอดได้อย่างไร หากผู้นำประเทศเอง ยังไม่มีความหนักแน่น กล้าที่จะตัดสินใจ



หยุดสักที!!! หยุด ทำลายประเทศชาติบ้านเมือง




บ้าน เมือง จะสูง ขึ้น หาก คุณหยุด คอรับชั่น