วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2552



ปรีดี พนมยงค์ กับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย




“หากไม่ใช่ความกล้าหาญ ของท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์ คงจะไม่มีประชาธิปไตยในวันนี้”

สิ่งที่อัญกล่าวขึ้นต้นประโยคนี้เพื่อน ๆ และผู้อ่านทุกคน คงเห็นด้วยว่า “ไม่ใช่คำกล่าวยกย่องที่เกินความจริง” เพราะท่านอาจารย์ปรีดี คือผู้ที่บทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาสู่ระบอบประชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับแรก เมื่อปี 2475 ดังนั้นเมื่อท่านเป็นผู้จุดประกายทั้งความคิดและการกระทำที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจึงถือว่าท่านเป็นผู้มีคุณูปการ ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยไทยมาจนถึงทุกวันนี้ จากข้อมูลที่สืบค้นชี้ให้เห็นว่าท่านมีบทบาทสำคัญในการจัดวางรูปแบบการปกครอง และเป็นผู้ให้กำเนิดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของประเทศ โดยเป็นผู้ร่างพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ที่ประกาศใช้เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475

พร้อมกันนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการร่าง รัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 อันเป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกของสยาม ที่ใช้เป็นบรรทัดฐานของการปกครองในระบอบใหม่

ขณะเดียวกันท่านก็ได้รับแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นเลขาธิการ (คนแรก) ของสภาผู้แทนราษฎรสยาม ด้วยตำแหน่งดังกล่าวทำให้ ท่านเข้ามามีบทบาทด้านนิติบัญญัติในการวางหลักสิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคให้แก่ราษฎร โดยเป็นผู้ยกร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งฉบับแรก และเป็นผู้ริเริ่มให้สตรีมีสิทธิ์ในการออกเสียงเลือกตั้งและสมัครรับเลือกตั้งผู้แทนราษฎรได้เช่นเดียวกับเพศชาย (
Universal Suffrage) นับว่าก้าวหน้ากว่าประเทศฝรั่งเศสซึ่งเพิ่งเปิดโอกาสให้สตรีมีสิทธิ์เช่นนี้ได้หลังสงครามโลกครั้งที่ 2

การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยในครั้งนั้นเป็นผลมาจากการที่ท่านได้มีโอกาสไปศึกษาในประเทศฝรั่งเศล เพราะท่านยังได้สนับสนุนแนวคิดเรื่อง
ศาลปกครอง และก็เป็นผู้นำเอาวิชา "กฎหมายปกครอง" (Droit Administratif) มาสอนเป็นคนแรก ณ โรงเรียนกฎหมายกระทรวงยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความต้องการให้ราษฎรสามารถตรวจสอบฝ่ายปกครองได้ และมีสิทธิในทางการเมืองเท่าเทียมกับข้าราชการอย่างแท้จริง

แต่หัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งท่านอาจารย์ปรีดี เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าจะสามารถพัฒนาชาติไทยให้เจริญรุ่งเรืองขึ้น และสามารถสร้างความอยู่ดี กินดี ให้กับประชากรในประเทศไทยได้

ด้วยแนวคิดดังกล่าวท่านจึงได้จัดตั้งกลุ่มนักเรียนไทยที่กำลังศึกษาอยู่ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมัน และอังกฤษ ช่วยกันศึกษาถึงการแก้ปัญหาการเมือง ศึกษาปัญหาความยากจนของคนไทย และระบอบวประชาธิปไตยในแต่ละประเทศ ซึ่งว่าจะสามารถนำมาใช้ปรับปรุงและแก้ไขได้อย่างไร

กลุ่มนักเรียนไทยกลุ่มนี้จึงเป็นที่มาของกลุ่มคณะราษฎร์ที่จัดตั้งขึ้นหลังจากได้กลับมาเมืองไทย และท่านก็ได้แสดงบทบาท หน้าที่พัฒนาบ้านเมืองไทยอย่างเต็มที่

คุณูปการ ที่สำคัญยิ่ง อีกอย่างที่คนไทยทุกคน รวมไปถึงใครที่เคยศึกษาอยู่ในรั้วแม่โดม ไม่ว่าจะเป็นในอดีต หรือกระทั่งนิสิต-นักศึกษาปัจจุบัน จะลืมไม่ได้เลย ก็คือ หากไม่มีท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ก็จะไม่มีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในวันนี้

เพราะท่านคือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง (ชื่อในขณะนั้น) ซึ่งขณะนั้นเป็นมหาวิทยาลัยในระบบเปิด และทุกคนที่ต้องการศึกษาสามารถเข้าศึกษาได้โดยไม่ต้องมีการสอบเข้า ด้วยเหตุผลที่ท่านเชื่อว่าการศึกษามีความสำคัญยิ่งในการพัฒนาคนและการพัฒนาประเทศจึงต้องการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในขณะนั้นจึงเป็นตลาดวิชาการศึกษา เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงในปัจจุบันที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าจะเป็นลูกชาวไร่ ชาวนา คนยากคนจน คนชั้นกลาง หรือคนรวยทั่วไปที่อยากเรียน อยากมีความรู้แต่ยังไม่มีความสามารถมากพอที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐในระบบปิดได้มีโอกาสเข้าเรียน

โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีรายได้ที่จะเสียค่าเล่าเรียนก็สามารถเรียนได้ทันที เพราะในยุคนั้นท่านให้เรียนฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

เส้นทางการศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในยุคนั้น แม้น อัญจะไม่เคยเห็น แต่ก็พอจะสัมผัสได้จากการอ่านและการพูดคุยกับ 2 ท่าน ที่เคยเป็นอดีตนักศึกษาและนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ถึงความภาคภูมิใจของคนยาก คนจนและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดที่มีโอกาสเข้ามาศึกษาและจบจากตลาดวิชาแห่งนี้และต่างก็ยกย่องและเทิดทูนท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ ในฐานะผู้บุกเบิกและเป็นรากฐานสำคัญในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทยจนทุกวันนี้

โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็คือเป้าหมายหลักที่ท่านอาจารย์ปรีดี ต้องการให้เป็นแหล่งเรียนรู้และผลิตคนที่มีคุณภาพออกมารับใช้และพัฒนาประเทศต่อไป

ถึงวันนี้ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ และนักธุรกิจ จำนวนมาก ต่างก็เป็นผลิตผลที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้หล่อหลอม และก้าวเข้าสู่เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการบริหารและปกครองประเทศจนถึงทุกวันนี้

ด้วยความเชื่อของท่านที่ว่าการศึกษาจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและรู้จักรักษาสิทธิและเสรีภาพของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ อัญเชื่อว่าจริงและถูกต้องที่สุด เพราะเดิมประชากรก็ยังไม่มีความเข้าใจ ไม่มีความใส่ใจกับระบบการปกครองของบ้านเมือง และไม่ค่อยเข้าใจถึงการออกไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง

แต่ด้วยการศึกษาทำให้เกิดการกระจายอำนาจไปยังจังหวัดต่างๆ และด้วยความรู้ของข้าราชการที่เล่าเรียนจากมหาธรรมศาสตร์ ก็มีบทบาทที่จะช่วยทำให้ประชาชน คนยาก คนจน เข้าใจเรื่องของประชาธิปไตยมากขึ้นจริง ๆ

ท่านอาจารย์ปรีดี ไม่ได้มองเพียงการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญ แต่ยังมองระบบเศรษฐกิจว่ามีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ท่านจึงได้คิดที่จะสร้างธนาคาร รวมถึงสหกรณ์ กล่าวว่า ท่านมีจุดประสงค์ ที่ต้องการจะยกฐานะประชาชนให้มีความเท่าเทียมกัน มีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ต้องการให้ประชาชนมีฐานะความเป็นอยู่ที่แตกต่างกันมากนัก คือไม่แบ่งชนชั้นกันมากจนเกินไป กล่าวคือต้องการ ให้ประชาชนมีงานทำที่สะดวกสบายนั่นเอง

แต่จากการที่รัฐเป็นผู้ป้อนให้ เมื่อประชาชนมีงานที่สะดวกสบาย ความเป็นอยู่ ในเรื่องปากท้องก็จะเป็นเรื่องที่สบายตามไปด้วย แต่ด้วยความปรารถนาดีที่มีต่อประชาชนมากเกินไป จึงกลายเป็นว่า ความหวังดีที่มีอยู่นั้นนอกเหนือระบอบประชาธิปไตย จึงทำให้ท่านกลายเป็นคนที่ถูกมองว่า ท่านเป็นพวกสังคมนิยม เป็นพวกเผด็จการ การถูกใส่ร้ายป้ายสีเช่นนี้ จึงทำให้ท่าน ต้องกลายเป็นคนดี ที่คนบางกลุ่มในประเทศไทยไม่ต้องการและต้องกำจัดท่านให้พ้นจากเส้นทางที่สำคัญนี้ไปให้ได้

ตรงนี้จึงเป็นที่มาของความขัดแย้งทางการเมือง และทำให้ท่านอาจารย์ปรีดี ต้องพบอุบัติภัยทางการเมือง จนทำให้ท่านต้องพลัดพรากจากบ้านเมืองด้วยการลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ตั้งแต่นั่นมาจนกระทั่งถึงแก่อสัญากรรม (เสียชีวิต) ที่ณ บ้านพักชานกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศลเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 เหมือนอย่างที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีต้องพบเจอในขณะนี้

แต่ต่างกันตรงที่ว่า คุณงามความดี ระหว่างท่านทั้งสองเท่านั้น คือท่านอาจารย์ปรีดี เมื่อท่านจากไปแล้วยังหลงเหลือคุณงามความดีและสัญญาลักษณ์ของแม่โดม (มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) ที่ท่านได้สร้างไว้ให้คนยกย่อง เชิดชู และกล่าวถึงโดยเฉพาะในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของไทย

ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับเหลือเพียงคำ ติฉินนินทา........



ก่อนจะมาเป็นบทความชิ้นนี้อัญได้อ่านข้อมูล เกี่ยวกับ

ท่านอาจารย์ ปรีดี พนมยงค์

จาก เวปไซด์ต่าง ๆ มากมาย และอาจเป็นความโชคดีของอัญก็ได้

ที่มีโอกาสได้พูดคุยกับบุคคล 2 ท่าน

(แม้นจะโดนจี้โดยบ่นเหมือนอาจารย์แรกก็ตาม)

คือ คุณปฎินันท์ สันติเมทนีดล และ ดร.ประยูร อัครบวร

ซึ่งติดตาม ศึกษา และ ค้นคว้างานเขียนต่าง ๆ ของท่านอาจารย์ปรีดี

ตรงนี้จึงเป็นที่มา ทำให้อัญเกิดความเชื่อมั่นในการนำเสนอผลงานชิ้นที่ 4 นี้

8 ความคิดเห็น:

  1. ไม่ระบุชื่อ14 สิงหาคม 2552 เวลา 23:51

    คิดเหมือนกันเลย
    การศึกษาเป็นการปูพื้นฐานที่ดีที่สุด
    แต่ไม่ใช่ศึกษาแบบรู้แค่หางอึ่ง
    แล้วเที่ยวมาบอกว่านี้สิทธิของชั้น
    เสรีภาพของชั้น เหมือนที่เห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้

    อัญลองดูเวปนี้ดิ http://www.thaihotweb.com/phpwind/upload/read.php?tid=247&uid=44&skinco=blue เอาปรีดีกับทักษิณมาเปรียบกัน
    ไม่รู้ดิแต่เค้าน่าจะคาดได้อย่างหนึ่งคือคงไม่ได้สิ้นชีวาวายที่ประเทศไทยเป็นแน่

    ตอบลบ
  2. คนไทยมันแปลก ต้องเสียอะไรดีดีไปก่อนถึงจะมานึกถึงความดีของคนๆนั้นได้
    (เหมือนที่ตอนนี้ไทย เสีย ทักษิณไปเลยว่าไหม555)
    ชอบๆท่านมากๆ ปรีดี พนมยงค์ ตายอย่าง สมเกียรติ ไม่รับ ไม่ต้องการ พระราชทานเพลงศพ ยอมที่จะตายอย่าง สามัญชนธรรมดา

    เขียนได้ดี นะอัญ น่าอ่านดี พยามทําให้ดีขึ้นเลื่อยๆนะ สู้ๆๆ

    ตอบลบ
  3. ท่านปรีดี ได้รับการพิสูจน์แล้ว
    ว่าเป็นทองแท้ สร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ

    แต่ทักษิณ ต้องรอไปก่อน สีเหลือง สีแดง
    ใครถูกใครผิด อีกไม่นานก็รู้เอง

    ตอบลบ
  4. ธรรมศาสตร์รักกัน ๆ15 สิงหาคม 2552 เวลา 19:19

    รักท่านอาจารย์ปรีดี จังเลย
    เสียสละ สร้างคน สร้างชาติ จริงมั๊ยว่ะอัญ

    ตอบลบ
  5. ดีจัง... อ่านแล้วคิดถึงอาจารย์ปรีดีขึ้นมาทันที..

    ตอบลบ
  6. Aunzzaa

    I feel so good after reading what you've expressed. The way you did could imply the very good intention you've got. Do improve yourselves by consulting the GURU around you. I believe that finally you can be what you dream of....soon.

    Dhramma bless you
    Ajarn Rak

    ตอบลบ
  7. พี่อิ๋ว ธรรมศาสตร์16 สิงหาคม 2552 เวลา 18:30

    อ่านแล้ว
    เห็นด้วยกับความคิดนี้
    ประชาธิปไตยเกิดขึ้นได้เพราะอาจารย์ปรีดี
    ชอบที่คุณแรก กล่าวว่า

    I believe that finally you can be what you dream of....soon.
    พี่ก็คิดเช่นนั้น เป็นกำลังใจน่ะหนู

    ตอบลบ
  8. ไม่ระบุชื่อ18 สิงหาคม 2552 เวลา 03:20

    จาก2475ถึง2552...ประชาธิปไตยของเรา

    ตอบลบ