“สาธารณรัฐประชาชนจีน” หรือ “ประเทศจีน” ในปัจจุบัน ในรูปแบบที่จะนำเสนอนี้ ถือเป็นรัฐในอุดมคติที่อยากให้เกิดขึ้นในประเท
ศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะกว่าพลเมืองจีน จะก้าวผ่านอุปสรรคและความโหดร้ายต่อภาพลักษณ์ของระบอบคอมมิวนิสต์ในอดีตมาได้นั่น ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ และชีวิตของคนจำนวนมาก รวมไปถึงสายตาของประชากรโลกที่มองจีนเป็นประเทศล้าหลัง ไม่ทันสมัยและไม่พัฒนา แต่ทันทีที่จีนเปิดประเทศติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกตั้งแต่ ปี 2522 จนถึงทุกวันนี้ทำให้เราได้รู้จักจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ รวมทั้งทั่วโลกต่างเกรงกลัว
ศไทยเป็นอย่างยิ่ง เพราะกว่าพลเมืองจีน จะก้าวผ่านอุปสรรคและความโหดร้ายต่อภาพลักษณ์ของระบอบคอมมิวนิสต์ในอดีตมาได้นั่น ก็ต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อ และชีวิตของคนจำนวนมาก รวมไปถึงสายตาของประชากรโลกที่มองจีนเป็นประเทศล้าหลัง ไม่ทันสมัยและไม่พัฒนา แต่ทันทีที่จีนเปิดประเทศติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกตั้งแต่ ปี 2522 จนถึงทุกวันนี้ทำให้เราได้รู้จักจีนในฐานะประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ฯลฯ รวมทั้งทั่วโลกต่างเกรงกลัวโดยเฉพาะความยิ่งใหญ่ และทันสมัยทั้งในด้านเทคโนโลยี ทีมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ไฮเทคด้านอวกาศ อาวุธยุทโธปกรณ์ หรือการสร้างขีปนาวุธ ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังนิวเคลียร์เมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา
ถึงวันนี้ จีนไม่เคยหยุดที่จะพัฒนา ทำให้จีนสามารถก้าวสู่ประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถ ที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้ เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร
ความยิ่งใหญ่ของจีน ที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกนั่น ไม่ใช่เพียงเรื่องไฮเทคโนโลยี่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงความยิ่งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ ที่ยึดครองตลาดโลกได้สำเร็จ และทำให้หลายประเทศอยากไปติดต่อค้าขายกับจีน เพราะเห็นว่าประชากรของจีนมีจำนวนมากถึง 1,300ล้านคน หากสามารถเข้าไปลงทุนค้าขายกับจีนได้ ก็จะทำให้ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน จีนก็มีแรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของจีนถูกกว่าประเทศอื่น ๆ และทำให้จีนได้เปรียบคู่แข่งขัน จนทำให้สินค้าจีนเกือบทุกอย่าง ยึดครองตลาดโลกได้ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังประสบ เพราะไม่ว่าจะไปตรงไหนของประเทศไทยจ ะเห็นสินค้าจีนวางขายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม แอบเปิ้ล เป็นต้น
ความยิ่งใหญ่ ในฐานะมหาอำนาจของจีนในวันนี้ จึงถือเป็นความสำเร็จของผู้นำประเทศจีนที่เรียนรู้ และมองทะลุถึงนโยบาย รูปแบบ และวิธีการปกครอง ในระบอบคอมมิวนิสต์ที่ล้มเหลว แล้วพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเป็นประโยชน์ต่อทั่วโลก
ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำประเทศจีน มักจะบอกให้ทั่วโลกรู้ว่าความเป็นมหาอำนาจของจีนทุกวันนี้เกิดขึ้นได้ เพราะจีนใช้รูปแบบการปกครองแบบ “สังคมนิยมแบบจีน ” ซึ่งหมายถึง “1 ประเทศ แต่ 2ระบบ” คือมีระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ และระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ผสมผสานกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามณฑลหรือเขตพื้นที่ใดจีนต้องการจะเปิด ให้เป็นเขตการค้าเสรีเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทันสมัยตามกลไกของตลาดโลก สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธ
รรม เช่น ฮ่องกงซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนก็ใช้รูปแบบเสรีนิยม หรือที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เซิ้นเจิ้น จูไห่ เซี้ยะเหมิน ฯลฯ ของประเทศจีนนั้น รัฐบาลจีนก็มีการพัฒนาและยกเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ให้ต่างชาติมาลงทุนและค้าขายกันอย่างเสรีได้
หากพื้นที่ใดที่ รัฐบาลจีนยังไม่ต้องการให้มีการเปิด ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลก็จะมีการดูแล ควบคุม และประชาชนจะมีรายได้จากการผลิตที่รัฐพึงมอบให้เท่านั้น ส่วนกฎระเบียบ นโยบาย ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครอง การบริหาร ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ปกครองมณฑลนั่น ๆ แต่ทุกอย่างต้อง ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของประเทศจีนเป็นผู้คุมกลไกใหญ่ทั้งหมด หากจะถามว่าทำไม? จึงยกให้จีนเป็นรัฐในอุดมคติที่ไทยควรก้าวเดิน คำตอบจึงอยู่ที่ว่า ผู้นำของประเทศจีน มีความเด็ดขาด และชัดเจนที่จะนำพาประเทศไปสู่ที่ดีกว่า แม้ว่าจะถูกต่อต้าน หรือเกิดวิกฤตตามมาหลังจากใช้นโยบายนี้ก็ตาม โดยเฉพาะ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาจีนให้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก
เขาสามารถใช้นโยบาย 4 ทันสมัย (Four Modernization ) ซึ่งหมายถึงการพัฒนา 4 ด้านของจีนในขณะนั้น ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหารและวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี่ ได้ประสบความสำเร็จทำให้จีนในขณะนั้น สามารถพัฒนาไปเป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้
เพราะนโยบาย 4 ทันสมัย ส่งผลดีสามารถทำให้ ชาวนา-กรรมกร มีรายได้ดีขึ้น การผลิตก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในทางตรงกันข้ามการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวกลับส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม กรรมกรในโรงงานมีอิสระเสรี และบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจ ร่วมกับผู้จัดการของโรงงานในการผลิต
ชาวนาก็มีอิสระในการตัดสินใจด้านการผลิตมากขึ้น ความอิสระในการประกอบการภายใต้โครงสร้างสังคมนิยม อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม คือการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาอยู่ร่วมกันด้วยระบบกฎหมายที่ชัดเจน รวมทั้งการแบ่งงานที่ชัดเจนกว่าเดิมระหว่าง พรรคฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลสภาประชาชน ศาล รวมทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนกล้าริเริ่มในกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อระบบสังคมนิยมเกินไปนัก
แม้นโยบายนี้ จะทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของจีน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ตาม แต่นโยบายนี้ก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว เช่น
ถึงวันนี้ จีนไม่เคยหยุดที่จะพัฒนา ทำให้จีนสามารถก้าวสู่ประเทศที่ถือครองอาวุธนิวเคลียร์ ที่มีขีดความสามารถ ที่จะโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ (Nuclear Attack) ได้ครอบคลุมทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย อาจเว้นก็แต่ทวีปอเมริกาใต้ เท่านั้น ด้วยขีปนาวุธ CSS-4 ระยะยิงสูงสุด 13,000 กิโลเมตร และขีปนาวุธ DF-31 ระยะยิงสูงสุด 8,000 กิโลเมตร
ความยิ่งใหญ่ของจีน ที่ปรากฏสู่สายตาชาวโลกนั่น ไม่ใช่เพียงเรื่องไฮเทคโนโลยี่เท่านั้น แต่หมายรวมถึงความยิ่งใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ ที่ยึดครองตลาดโลกได้สำเร็จ และทำให้หลายประเทศอยากไปติดต่อค้าขายกับจีน เพราะเห็นว่าประชากรของจีนมีจำนวนมากถึง 1,300ล้านคน หากสามารถเข้าไปลงทุนค้าขายกับจีนได้ ก็จะทำให้ธุรกิจของเขาประสบความสำเร็จ
ขณะเดียวกัน จีนก็มีแรงงานจำนวนมาก ส่งผลให้ต้นทุนในการผลิตสินค้าของจีนถูกกว่าประเทศอื่น ๆ และทำให้จีนได้เปรียบคู่แข่งขัน จนทำให้สินค้าจีนเกือบทุกอย่าง ยึดครองตลาดโลกได้ เช่นเดียวกับที่ประเทศไทยกำลังประสบ เพราะไม่ว่าจะไปตรงไหนของประเทศไทยจ ะเห็นสินค้าจีนวางขายอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่ง ไม่เว้นแม้กระทั่งสินค้าเกษตร เช่น ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม แอบเปิ้ล เป็นต้น
ความยิ่งใหญ่ ในฐานะมหาอำนาจของจีนในวันนี้ จึงถือเป็นความสำเร็จของผู้นำประเทศจีนที่เรียนรู้ และมองทะลุถึงนโยบาย รูปแบบ และวิธีการปกครอง ในระบอบคอมมิวนิสต์ที่ล้มเหลว แล้วพยายามเปลี่ยนแปลงประเทศ เพื่อก้าวไปสู่สิ่งที่ดีกว่า และเป็นประโยชน์ต่อทั่วโลก
ดังนั้น สิ่งที่ผู้นำประเทศจีน มักจะบอกให้ทั่วโลกรู้ว่าความเป็นมหาอำนาจของจีนทุกวันนี้เกิดขึ้นได้ เพราะจีนใช้รูปแบบการปกครองแบบ “สังคมนิยมแบบจีน ” ซึ่งหมายถึง “1 ประเทศ แต่ 2ระบบ” คือมีระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ และระบอบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ผสมผสานกันไป ขึ้นอยู่กับว่ามณฑลหรือเขตพื้นที่ใดจีนต้องการจะเปิด ให้เป็นเขตการค้าเสรีเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ทันสมัยตามกลไกของตลาดโลก สิ่งที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธ
รรม เช่น ฮ่องกงซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของจีนก็ใช้รูปแบบเสรีนิยม หรือที่เมืองเซี่ยงไฮ้ เซิ้นเจิ้น จูไห่ เซี้ยะเหมิน ฯลฯ ของประเทศจีนนั้น รัฐบาลจีนก็มีการพัฒนาและยกเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ให้ต่างชาติมาลงทุนและค้าขายกันอย่างเสรีได้หากพื้นที่ใดที่ รัฐบาลจีนยังไม่ต้องการให้มีการเปิด ให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ รัฐบาลก็จะมีการดูแล ควบคุม และประชาชนจะมีรายได้จากการผลิตที่รัฐพึงมอบให้เท่านั้น ส่วนกฎระเบียบ นโยบาย ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเมือง การปกครอง การบริหาร ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ปกครองมณฑลนั่น ๆ แต่ทุกอย่างต้อง ขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลางของประเทศจีนเป็นผู้คุมกลไกใหญ่ทั้งหมด หากจะถามว่าทำไม? จึงยกให้จีนเป็นรัฐในอุดมคติที่ไทยควรก้าวเดิน คำตอบจึงอยู่ที่ว่า ผู้นำของประเทศจีน มีความเด็ดขาด และชัดเจนที่จะนำพาประเทศไปสู่ที่ดีกว่า แม้ว่าจะถูกต่อต้าน หรือเกิดวิกฤตตามมาหลังจากใช้นโยบายนี้ก็ตาม โดยเฉพาะ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ที่ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีมายาวนานกว่า 20 ปี และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในการพัฒนาจีนให้ก้าวขึ้นมาเป็นชาติที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจที่เร็วที่สุดในโลก
เขาสามารถใช้นโยบาย 4 ทันสมัย (Four Modernization ) ซึ่งหมายถึงการพัฒนา 4 ด้านของจีนในขณะนั้น ทั้งด้านเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การทหารและวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี่ ได้ประสบความสำเร็จทำให้จีนในขณะนั้น สามารถพัฒนาไปเป็นประเทศสังคมนิยมที่ทันสมัยและยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้
เพราะนโยบาย 4 ทันสมัย ส่งผลดีสามารถทำให้ ชาวนา-กรรมกร มีรายได้ดีขึ้น การผลิตก็มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม แต่ในทางตรงกันข้ามการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวกลับส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียกร้องความเป็นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม กรรมกรในโรงงานมีอิสระเสรี และบทบาทมากขึ้นในการตัดสินใจ ร่วมกับผู้จัดการของโรงงานในการผลิต
ชาวนาก็มีอิสระในการตัดสินใจด้านการผลิตมากขึ้น ความอิสระในการประกอบการภายใต้โครงสร้างสังคมนิยม อาจนำไปสู่ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม คือการมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์กติกาอยู่ร่วมกันด้วยระบบกฎหมายที่ชัดเจน รวมทั้งการแบ่งงานที่ชัดเจนกว่าเดิมระหว่าง พรรคฝ่ายบริหารหรือรัฐบาลสภาประชาชน ศาล รวมทั้งการสนับสนุนให้ประชาชนกล้าริเริ่มในกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบต่าง ๆ ที่ไม่ขัดต่อระบบสังคมนิยมเกินไปนัก
แม้นโยบายนี้ จะทำให้ประชากรส่วนใหญ่ของจีน มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นก็ตาม แต่นโยบายนี้ก็ได้ก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาว เช่น
1. ปัญหาเงินเฟ้อ รัฐบาลจีนมีนโยบายที่จะลดการอุดหนุน (subsidize) สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นเช่น น้ำมันพืช ข้าว เพราะรัฐไม่อาจแบกรับภาระได้อีกต่อไป รัฐคงปล่อยให้ราคาสินค้าเหล่านี้ลอยตัวตามสภาพที่เป็นจริงของความต้องการ ลักษณะดังกล่าวอาจทำให้สินค้าเหล่านี้มีราคาสูงขึ้น จนอาจทำให้ประชาชนที่มีรายได้คงที่ไม่พอใจ
2. ปัญหาความแตกต่างเหลือมล้ำระหว่างครอบครัวในชนบท ระบบความรับผิดชอบในการผลิตภาคเกษตร ทำให้ครอบครัวชาวนาที่ขยันขันแข็ง หรือมีแรงงานมากสามารถผลิตได้มากกว่าโควต้าที่กำหนดในสัญญา ทำให้มีรายได้มากขึ้น ความแตกต่างทางด้านรายได้อาจนำไปสู่การเห็นแก่ตัวมากขึ้น ความไม่พอใจในความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมอาจเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดความแตกแยกขัดแย้งในสังคมก็ได้
3. ปัญหาความแตกต่างทางรายได้ระหว่างอาชีพ การปฏิรูปในภาคเกษตรกรของนโยบาย 4 ทันสมัย ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ดีขึ้น บางครอบครัวหรือบางหมู่บ้านอาจมั่งคั่ง ในขณะที่เจ้าหน้าที่พรรค หรือรัฐบาลซึ่งได้รับเงินเดือนที่คงที่ไม่มีโอกาสหา “ลำไพ่” อื่น ๆ และไม่สามารถมั่งคั่งได้เหมือนชาวนา ความแตกต่างทางรายได้ดังกล่าวอาจเป็น “ระเบิดเวลา” ที่คอยการระเบิดอยู่ก็เป็นได้ในอนาคต
4. ปัญหาความแตกต่างระหว่างเขตที่มีการลงทุนสูงกับเขตที่มีการลงทุนต่ำ หรือไม่มีการลงทุน ทำให้ประชากรเกิดความเลื่อมล้ำในรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในอนาคต 
ดังนั้นแม้ นโยบาย 4 ทันสมัย จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น แต่เติ้งเสี่ยวผิง และผู้นำคนอื่น ๆของจีนได้ตะหนักถึงปัญหา และไม่กลัวปัญหาเพราะเชื่อว่า ทุก ๆ ปัญหาสามารถแก้ได้จีนจึงยอมให้เกิดความแตกต่างในความมั่งคั่ง เกิดขึ้นเพื่อจะกระตุ้นให้ชาวจีนทุกคนเกิดความขยัน อดทน และก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเศรษฐกิจโดยร่วมของประเทศดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มณฑลที่ร่ำรวยช่วยเหลือมณฑลที่ล้าหลังหรือด้อยพัฒนา

ดังนั้นแม้ นโยบาย 4 ทันสมัย จะทำให้เกิดปัญหาขึ้น แต่เติ้งเสี่ยวผิง และผู้นำคนอื่น ๆของจีนได้ตะหนักถึงปัญหา และไม่กลัวปัญหาเพราะเชื่อว่า ทุก ๆ ปัญหาสามารถแก้ได้จีนจึงยอมให้เกิดความแตกต่างในความมั่งคั่ง เกิดขึ้นเพื่อจะกระตุ้นให้ชาวจีนทุกคนเกิดความขยัน อดทน และก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อเศรษฐกิจโดยร่วมของประเทศดีขึ้น ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมให้มณฑลที่ร่ำรวยช่วยเหลือมณฑลที่ล้าหลังหรือด้อยพัฒนา
ด้วยความสามารถและความกล้าหาญของ ‘เติ้งเสี่ยวผิง’ ในครั้งนั้นจึงทำให้จีนเป็นประเทศมหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาจนทุกวันนี้ และหลายคนคงไม่ลืม วลีฮิตที่ติดปากคนทั่วโลก ของเติ้งเสี่ยวผิงที่ว่า “แมวขาวหรือแมวดำไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็เป็นพอ” ซึ่งหมายถึง ไม่ว่าจะเป็นระบอบคอมมิวนิสต์หรือระบอบประชาธิปไตยหรือจะแยกเป็นระบบเศรษฐกิจแบบสังคมนิยม หรือทุนนิยมไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ขอให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศจีนเป็นสำคัญ
ดังนั้น ไม่ว่าระบบการเมืองและประชาชนคนไทย ที่ต้องอยู่ท่ามกลางการแบ่งขั้วระหว่าง สีเหลือง และ สีแดง รวมไปถึงนักการเมืองทุกคน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลในขณะนี้ ก็ขอให้ทุกคนมีหัวใจ เป็นประชาธิปไตย และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ขณะเดียวกันนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บริหารประเทศ ก็ควรที่จะมีนโยบายที่เด่นชัดในการส่งเสริม และพัฒนาคนไทย รวมถึงประเทศไทยให้มีศักยภาพ และสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นให้จงได้ เพื่อให้ประเทศไทยมีโอกาสพัฒนาไปสู่ประเทศที่สามารถผลิตไฮเทคโนโลยี่ชั้นสูงได้สำเร็จ รวมไปถึงการก่อให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และการเมืองที่มั่นคง และยกระดับเป็นคนที่มีคุณภาพ เพื่อก้าวสู่ประเทศมหาอำนาจได้ในอนาคตเหมือนอย่างที่ “เติ้งเสี่ยวผิง” ผู้นำของประเทศจีนได้ดำเนินการไว้ก่อนอื่น
นี่เป็นความคิดเห็นส่วนตัว จากการที่อัญ ได้อ่านศึกษานโยบายการลงทุน ของ ซี.พี.ในประเทศจีน ของคุณ ธนินท์ เจียรวนนท์ ซึ่งทำให้เข้าใจระบอบการปกครองในจีนมากขึ้น อัญคิดว่า หากเรายึดหลักคำพูดของ เติ้งเสี่ยวผิง มาพิจารณา เราจะรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดง หากสามารถทำให้ ประเทศชาติเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่อย่างเป็นสุข เศรษฐกิจดี และมีผู้นำที่เก่งมีความสามารถ ประชาชนภายในประเทศ ก็จะอยู่อย่างมีความสุข ตามรัฐในอุดมคติ
หากนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน ยังขาดความเด็ดขาด ขาดความมั่นใจ ในการตัดสินใจ ยังสนใจเสียงเรียกร้องจากฝ่ายเสื้อเหลือง หรือฝ่ายเสื้อแดงมากเกินไป แล้วประเทศเรา จะไปรอดได้อย่างไร หากผู้นำประเทศเอง ยังไม่มีความหนักแน่น กล้าที่จะตัดสินใจ
หยุดสักที!!! หยุด ทำลายประเทศชาติบ้านเมือง
บ้าน เมือง จะสูง ขึ้น หาก คุณหยุด คอรับชั่น
เหมือนได้อ่านข่าวเลยอ่ะอัญ
ตอบลบนโยบายของเติ้งเสี้ยวผิงดีแต่ก็ก่อให้เกิดผลเสียแบบที่ว่า
ต้องแก้ปัญหาคนในชาติ
ก็เหมือนกับไทยตอนนี้แหละเนอะต้องแก้ปัญหาที่คนในชาติ
พัฒนาคนก็ต้องได้รับความร่วมมือจากคนนี่แหละเนอะ
ตัวหนังสือจะเล็กไปไหนเนี่ย
ตอบลบเอาของอัญกะกิ๊ฟมาผสมกัน
ออกมามันคงจะพอดีกันเนอะ
อัญ...ซ่า...
ตอบลบกล้าบอกที่มา กล้าบอกเหตุแห่งการบังเกิดบทความนี้...ดี
ชื่นชม
บทความน่าสนใจมั่ก ๆ
มีเนื้อหาน่าเชื่อถือน่าติดตาม
ถือเป็นอีกประเภทหนึ่งของการเขียนบทความโดยนำบทความที่ได้อ่านได้เจอมามาวิเคราะห์สังเคราะห์ และเล่าเป็นประสบการณ์จากการอ่านให้ผู้อื่นได้รู้
อัญ...ซ่า...ทำได้..ดี
..เป็นแรงใจ...อีกครา...
อาจารย์แรก
กล้าจริงๆ
ตอบลบเอาจีนเป็นแบบอย่างช่วยบอกนายกทีดิ ทำประเทศให้มีสาระมั้ง อุอุอ่ะอ่ะ
พูดถึงเติ้งเสี่ยวผิง ทำให้นึกถึง เติ้งลี่จวินว่ะ เพลงโครตเพราะ
แต่เติ้งบ้านเรานี้ไม่เอาในเลย....
อ่านแล้วอยากไปเที่ยวเมืองจีนจังเลย
ตอบลบโอมเพี้ยงขอให้ หลิงปิง นำโชคด้วย
จะได้ไปดูชาวนา กับนายทุนเมืองจีนมีชีวิตต่างกันอย่างไร
ชอบแพนด้ามาก
ตอบลบเลยชอบประเทศจีน
เกี่ยวกับมั๊ยนี่